Browsed by
ป้ายกำกับ: เตือนภัย สังคม

10 ปีกับสารพัดภัยสังคมที่ยังไม่รู้จบ

10 ปีกับสารพัดภัยสังคมที่ยังไม่รู้จบ

อินเทอร์เน็ต

 

                                            10 ปีกับสารพัดภัยสังคมที่ยังไม่รู้จบ

ในห้วงเวลา 10 ปีของการโลดแล่นอยู่บนถนนหนังสือของ Lisa เรื่องราวเที่ยวกับภัยสังคมสารพัดรูปแบบเป็นเนื้อหาที่ Lisa ได้นำเสนอและถ่ายทอดผ่านหน้าหนังสืออย่างต่อเนื่องเราพะไม่มีใครรู้ได้เลยว่า พรุ่งนี้อะไรจะเกิดขึ้นกับคุณ Lisa จึงคอยสะกิดเตือนให้ผู้อ่านทุกคนมีสติ รู้กัน และระวังตัวตลอดห้วงเวลา 10 ปีนี้ Lisa มีเรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาภัยสังคมต่างๆ มาถ่ายทอดบนหน้าหนังสืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คุณรู้เท่าทันภัยต่างๆ ที่แผงอยู่รอบตัว และสามารถใช้ป้องกันตัวให้ห่างไกลจากภัยร้ายที่มีอยู่มาก

ภัยของเด็กยุค 2000

ข่าวคราวจากหน้าจอทางโทรทัศน์และหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หัวสีในช่วง 10 ปีนี้ ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าปัญหาภัยสังคมยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นจนน่าตกใจโดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นความฟอนแฟะของแหล่งมั่วสุมในย่านผับบาร์ชื่อดัง นักศึกษาขายตัวเพื่อแลกกับอุปกรณ์แต่งตัวหรูหราฟุ้งเฟ้อ เด็กผู้ชายวัยรุ่นหมกมุ่นอยู่กับการแทงบอล ปาร์ตี้ยาอียาบ้ากลายเป็นแฟชั่นเกลื่อนเมืองการมีเซ็กซ์ของเด็กในวัยเรียน การแข่งมอเตอร์ไซค์บนท้องถนนของพวกเด็กเว้น

นอกจากนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราคงได้ยินการใช้ชีวิตคู่ผัวตัวเมียของหนุ่มสาวนักศึกษาที่ครองคู่อยู่กินกันตามแฟลตหรือหอพักเป็นจำนวนมาก ซึ่งบัดนี้ยังคงมีเกลื่อนกลาดจนเห็นเป็นเรื่องปกติหรือบางคู่อายุไม่ทันทำบัตรประชาชนด้วยซ้ำ แต่มีความคิดสนุกๆ เพียงแค่ว่าเซ็กซ์เป็นเรื่องง่ายๆ สุดท้ายก็พลาดพลั้งตั้งท้องในวัยเรียน จึงทำให้วัยรุ่นไปทำแท้งเฉลี่ยถึงกว่าปีละแสนราย

ทั้งนี้หากมองย้อนกลับไปในอดีตจะพบว่าปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์มีปริมาณตัวเลขพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ดังผลการวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจระดับชาติของกรมอนามัยในปี พ.ศ.2542 เกี่ยวกับจำนวนผู้หญิงที่เข้ามารับการรักษาภาวะแทรกซ้อนจากการแท้งเองและทำแท้งในโรงพยาบาลของรัฐจำนวน 45,990 รายส่วนในปี 2548 มีวัยรุ่นทำแท้งเพิ่มขึ้นเป็น 62,000 คน ซึ่งในกรณีนี้มีเด็กถูกทอดทิ้งในโรงพยาบาลราว 800 คน ท่ามกลางสภาพปัญหาต่างๆ และภัยสังคมที่เกิดขึ้นกับกลุ่มวัยรุ่นนั้น

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิตกระทรวงสาธารณสุข มองว่าเกิดจากปัจจัย 3 ประการ

“ปัจจัยแรกมาจากสื่อต่างๆ ซึ่งช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เรื่องเพศได้ถูกนำเสนอออกมาทางสื่อต่างๆ จำนวนมาก ซึ่งยังไม่นับรวมกับสื่อลามกที่มีอยู่เกลื่อนหาซื้อได้ง่าย ปัจจัยที่ 2 คือสถาบันครอบครัวและศาสนาที่อ่อนแอลง เด็กได้รับความอบอุ่นจากครอบครัวน้องลง ทำให้เด็กจะมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม เพราะขาดสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจและปัจจัยที่ 3 มาจากสภาพสังคมที่ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าผู้ชายหมกมุ่นและมีความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้นจากสิ่งยั่วยุต่างๆ ทำให้ต้องมาลงกับเพศหญิง จนเป็นเหตุให้เกิดการคุกตามทางเพศ และทำให้ผู้ชายเกิดการเรียกร้องจากฝ่ายหญิง ซึ่งจะเป็นเหตุที่นำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ก่อนเวลาอันควร”

ข่มขืน ปล้นจี้ ยังรุนแรง

ใช่ว่าในยุคนี้มีเพียงแต่ปัญหาวัยรุ่นนักเที่ยว มั่วเพศ ติดยา ที่สร้างปัญหาให้แก่สังคมเท่านั้น ยังมีภัยสังคมอีกเป็นจำนวนมากทั้งจากคนใกล้ตัวและมิจฉาชีพกลุ่มต่างๆ โดยข้อมูลจากหน่วยจัดการความรู้ความรุนแรงในครอบครัวคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีระบุว่าปี 2543-2549 มีผู้เข้ามารักษาเยียวยาตามสถานพยาบาลต่างๆ จากเหตุการณ์ถูกทำร้ายจากบุคคลในครอบครัวเฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 36 รายในปี 2550 เพิ่มขึ้นเป็นวันละ 50 ราย มีการใช้ความรุนแรงในครอบครัวไทยถึง 29% หรือ 5,240,000 ครอบครัว ซึ่งติดอันดับต้นๆ ของโลก

ในห้วงเวลาเดียวกันนี้ปัญหาผู้หญิงและเด็กถูกข่มขืน โดนลวนลามทางเพศก็ยังเกิดขึ้นอยู่ทุกวี่วัน แม้แต่ในรั้วการศึกษาที่ใครๆ ต่างเชิดชูยกย่องครูอาจารย์เป็นผู้ประสิทธิประสาทวิชาความรู้ ใครจะคิดว่าบุคคลเหล่านี้จะใช้อำนาจความเคารพยำเกรงจากลูกศิษย์สาว ยื่นข้อเสนอแลกเกรดร่วมกับการหลับนอนลวนลามทางเพศ จนเป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับเมื่อปีที่แล้วส่วนในอีกมุมหนึ่งก็มีกรณีนักศึกษาสาวเสนอตัวยอมพลีกายนอนแลกเกรดกับอาจารย์ เพื่อให้ตัวเองได้คะแนนสอบดีๆ

และไม่ว่าเวลาจะล่วงผ่านไปกี่ปีภัยฉกชิงวิ่งราวทรัพย์สินตามสะพานลอยตามลานจอดรถ ในซอยเปลี่ยวก็ยังเกิดขึ้นอยู่เนืองๆ แถมยังเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการไปเรื่อยๆ เช่น ใช้การมอมยาเหยื่อ ซึ่งมียาใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ โดยที่คนถูกมอมยาไม่รู้ตัว สิ่งที่ใช้มอมกันก็มีตั้งแต่เหล้าที่มอมกันง่ายๆ ในสถานบันเทิงหรือมอมยาในรถแท็กซี่ รถตู้ที่เราเดินทางโดยสารกันอยู่ทุกวัน ซึ่งถ้าโชคไม่ดี นอกจากจะถูกมอมยาชิงทรัพย์แล้วเผลอๆ อาจถูกข่มขืนดังที่เคยเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ เช่นเดียวกับสาวๆ ที่คิดว่าการไปทำเสน่ห์ยาแฝดจะทำให้คนรักกลับมาได้ ก็ตกเป็นเหยื่อเสียเองมานักต่อนักแล้ว

atm

ถึงยุคเทคโนโลยี “ให้คุณอนันต์ ให้โทษมหันต์”

เทคโนโลยีที่เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตทำให้ผู้คนได้รับความสะดวกสบายยิ่งขึ้น แต่ในทางกลับกันเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ นำสมัยเหล่านี้ ก็สามารถให้โทษผู้ใช้ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันภัยอินเทอร์เน็ตได้แผงตัวอยู่ในทุกส่วนของสังคมไทยและกำลังทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นจนน่ากลัว ไม่ว่าจะเป็นภัยจากเกมออนไอน์ ภัย Hi5 ที่ถูกนำไปใช้ล่อลวงทางเพศหรือเด็กสาวบางคนก็ใช้เป็นช่องทางชายบริการทางเพศอีกด้วย

ขณะเดียวกันก็มีนักท่องเน็ตบางคนใช้เว็บแคมไปในทางที่ผิด คลิกเข้าไปพูดคุยกับในเว็บไซต์อนาจาร ที่มีการโชว์หวิวในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปลือยหน้าอก เปลือกท่อนล่าง รวมทั้งยังมีการซื้อขายบริการทางเพศกับอย่างโจ๋งครึ่ม ยั่วยูให้วัยรุ่นเกิดอารมณ์ หรือหลอกลวงไปกระทำขำเรา อีกทั้งในยุคนี้ยังมีพวกมิจฉาชีพที่หากินกับอินเทอร์เน็ตอยู่มากมายเต็มไปหมด บางครั้งอาจจะเจอพวกแก๊งมิจฉาชีพแกล้งโทรศัพท์มาล่อลวงให้คุณไปสัมภาษณ์งานที่ไหนสักแห่ง แต่แท้จริงแล้วอาจจะลวงคุณไปทำมิดีมิร้ายหรือชิงทรัพย์ก็เป็นได้

ยิ่งไปกว่านั้น เดี๋ยวนี้มิจฉาชีพบางกลุ่มได้ทำการเลียนแบบหน้าเว็บไซต์ชื่อดัง ซึ่งเป็นภัยอาชญากรรมในการทำอุรกรรมด้านการเงินบนอินเทอร์เน็ต เช่นการฝากเงิน การถอนเงิน หรือการโอนเงิน โดยคนร้ายจะทำการตั้งหน้าเว็บไซต์ขึ้นมาเหมือนกับหน้าเว็บไซต์ธนาคารทุกประการและหลังจากลูกค้าเข้าไปใช้บริการ ใส่ข้อมูลส่วนตัวต่างๆ แล้ว เหล่ามิจฉาชีพก็จะเอารหัสที่โจรกรรมไปทำบัตรเครดิตหรือโอนเงิน โดยที่เราไม่มีทางได้รู้ตัวได้เลย ส่วนใครที่ใช้บลูทูธบ่อยๆ ก็ต้องระวังให้ดี เพราะตอนนี้มีการโจรกรรมข้อมูลผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรือที่เราเรียกว่าแฮกเกอร์ โดยโจรจะอาศัยย่านธุรกิจ ร้านค้า และห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง ส่งสัญญาณตามหาคนที่กำลังเปิดบลูทูธทางโทรศัพท์มือถือหรือในโน๊ตบุ๊กอยู่ โจรเหล่านี้จะส่งการขออนุญาตไปเป็นเมสเซจข้อความสั้นๆ ซึ่งไม่ว่าคุณจะกดข้อมูลใดก็ตามๆ แฮกเกอร์สามารถจัดการเสมือนคุณยอมรับและอนุญาตเข้าไปดูข้อมูลส่วนตัวของคุณ แล้วใช้ข้อมูลของเราโอนเงินเข้ากระเป๋าไปอย่างสบายๆ

เวียนกลับมาอีกครั้งกับภัยสังคมในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง

ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังบอบซ้ำไปทั่วโลกเมื่อปี 1999 จากวิกฤตต้นยำกุ้งในห้วงเดียวกันนี้ปี 2009 ประเทศไทยก็ต้องประสบกับปัญหาวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์อีกครั้ง ซึ่งจากผลพวงสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองอย่างหนัก ทำให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้คนระดับรากหญ้าและบรรดาผู้ทำงานกินเงินเดือนในระดับล่างถึงระดับกลางต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตด้านค่าครองชีพ ต้องก้มหน้าก้มตาทำมาหากินกันอย่างขะมักเขม้นเพื่อหารายได้มาใช้ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น จนบางครั้งได้ละเลยความปลอดภัยเกี่ยวกับชีวิตและทรัพย์สินของตัวเองและครอบครัว ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เหล่ามิจฉาชีพสารพัดขบวนการเห็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์บนความทุกข์ยากของประชาชนในหลากหลายรูปแบบและวิธีการอย่างที่เคยเกิดขึ้นเป็นข่าวมาแล้ว

โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเราจะสังเกตเห็นว่ามีข่าวปล้น จี้ ฆ่าฉกชิงวิ่งราวเกิดขึ้นมากกว่าภาวะปกติโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นโจรหน้าใหม่หรือโจรจำเป็น ที่เกิดขึ้นจากแรงบีบคั้นทางเศรษฐกิจ แม้ว่าบางส่วนจะเป็นโจรอาชีพที่อาศัยข้ออ้างทางเศรษฐกิจมาบังหน้าก็ตาม อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลยืนยันจากการตรวจสอบสถิติการเกิดอาชญากรรมของกองบัญชาการตำรวจนครบาลปี 2550-2551 มีคดีลักทรัพย์เกิดขึ้นทั้งสิ้น 16,118 คดี รวมทั้งข้อมูลล่าสุดของคณะทำงานป้องกันการทุจริตบัตรเครดิตก็ได้ระบุถึงความสุญเสียจากการทุจริตบัตรเครดิต เฉพาะช่วง 6 เดือนแรกของปี 2551 คาดว่าประเทศไทยได้รับความเสียหายมากกว่า 500 ล้านบาท และหากมองย้อนหลังกลับไปในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาก็จะพบว่า มีคนจำนวนมากถูกล่อลวงให้เสียทรัพย์สินโดยเกี่ยวพันกับการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ทางการเงิน เช่น บัตรATM บัตรเครดิต ฯลฯ เป็นจำนวนมาก

ขณะเดียวกันเมื่อมีข่าวคนเริ่มตกงานมากขึ้น ภัยจากขบวนการทวงหนี้โหดก็ออกอาละวาดอีกครั้ง และเคยเป็นข่าวให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ยิ่งถ้าใครมีภาระหนี้สินล้นพ้นตัว หรือใช้เงินสดผ่านบัตรเครดิตและสินเชื่อเงินสดอย่างไม่ลืมหูลืมตามาก่อน ก็อาจเกิดอาการชักหน้าไม่ถึงหลังสุดท้ายก็ขาดการชำระหนี้ในที่สุดและปัญหาซ้ำๆ ที่ลูกหนี้ทุกคนต้องเจอเมื่อขาดการชำระหนี้ก็คือ การทวงหนี้ของแก็งทวงหนี้จอมโหด ที่จะใช้ทุกวิธีสารพัดรูปแบบทั้งถูกฎหมายและผิดกฎหมายบีบคั้นให้ลูกหนี้จ่ายคืนหนี้ ที่สำคัญวันนี้ไม่ใช่แต่หนี้นอกระบบที่ขึ้นเชื่อเรื่องการทวงหนี้โหด หนี้เครดิตและสินเชื่อบุคคลกับสถานบันการเงินทั้งแบงก์และนอนแบงก์ก็แข่งกันสร้างชื่อเสียงว่าด้วยการทวงหนี้โหดๆ กับเขาด้วยเหมือนกัน

บัตรเครดิต

ภัยหลอกลวงต้มตุ๋นมีตลอด

ในภาวะเศรษฐกิจขาลงเช่นนี้ นอกจากปัญหาภัยสังคมที่เกิดขึ้นบ่อยๆ และต้องระมัดระวังให้ดีอย่างภัยวิ่งราวทรัพย์จำพวกกระเป๋า โทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นทรัพย์สินมีค่าราคาแพงและเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพแล้ว ในเวลานี้แก๊งหลอกโอนเงินข้ามชาติก็ได้ออกอาละวาดรุนแรงไม่แพ้กัน

โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษออกมาเตือนว่า ขณะนี้มีมิจฉาชีพจากต่างประเทศหันมาร่วมมือกับคนไทยหรือจ้างกลุ่มคนไทยเป็นผู้โทรศัพท์สุ่มไปตามหมายเลขโทรศัพท์ที่ขึ้นต้นด้วย 081 ซึ่งคาดว่าเป็นผู้ใช้โทรศัพท์รุ่นแรกๆ และไม่ทันต่อเทคโนโลยี ไม่ค่อยเข้าใจภาษาอังกฤษและการทำธุรกรรมทางการเงินทางตู้เอทีเอ็ม โดยจะอ้างว่าคุณเป็นผู้ถูกรางวัลที่พิเศษ หรืออ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารและบอกว่าคุณมีปัญหาเกี่ยวกับบัตรเครดิต โดยสร้างบรรยากาศต่างๆ ให้รู้สึกว่าเหมือนโทรจากธนาคารจริงๆ เช่น มีเสียงพิมพ์ดีดดังอยู่ตลอดเวลาแล้วให้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่คนนั้นคนนี้จนคุณหลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อ

ขณะที่แก๊งมิจฉาชีพบางกลุ่มก็ใช้วิธีการแอบอ้างตัวเป็นคนของหน่วยราชการไปหลอกลวงต้มตุ๋นประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เช่น แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมการค้าภายในไปหลอกขายสินค้าที่ราคาถูกกว่าท้องตลาด 20-30% และหาตัวแทนขายสินค้าในแต่ละหมู่บ้าน โดยให้ประชาชนที่หลงเชื่อเปิดบัญชีกับธนาคารและต้องโอนเงินสั่งซื้อสินค้า จากนั้นก็เช็คเงินหนีหายไปอย่างลอยนวล

และถึงแม้จะอยู่ในช่วงเศรษฐกิจขาลงแต่ราคาทองก็พุ่งทะยานสูงขึ้นจนน่าตกใจกลุ่มมิจฉาชีพก็ใช้ช่วงจังหวะนี้หลอกลวงกลุ่มผู้มีฐานะหรือบุคคลที่ต้องการลงทุนให้ซื้อทองคำเก็บไว้ โดยอ้างว่ารู้จักเจ้าของร้านทองที่สามารถขายทองได้ถูกกว่าในท้องตลาด เช่น ราคาปัจจุบัน 16,000 บาทจะซื้อได้ในราคา 14,000 บาท เพื่อจะได้เก็บส่วนต่างไว้เก็งกำไร ซึ่งมีผู้หลงเชื่อเป็นจำนวนมาก นำเงินไปลงทุนทั้งๆ ที่คนเหล่านี้ไม่ได้รู้จักร้านแต่อย่างใดนอกจากนั้นที่กำลังระบาดมากที่สุดในตอนนี้เห็นจะเป็น “ธุรกิจอี-มันนี่เกม” การทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ต โดยเปิดเว็บไซต์ให้คนมาร่วมลงทุน และจ่ายดอกเบี้ยเป็นงวดๆ จากนั้นก็ทยอยปิดตัวหนีไป ซึ่งปัจจุบันนี้มีมากกว่า 500 เว็บไซต์

รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ ประธานคณะกรรมการและผู้อำนวยการโครงการดุษฏีบันฑิต (สาขาการพัฒนาธรรมาภิบาล) มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กล่าวว่า “บรรดาแก๊งต้มตุ๋นหลอกลวงเหล่านี้จะใช้จังหวะที่เกิดเหตุการณ์การสับสนหรือมีปัญหาทางเศรษฐกิจมาฉวยโอกาสหลอกลวง นอกจากนี้ยังมีรูปแบบซับซ้อน จนกลายเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ สร้างความเสียหายทางสังคมและเศรษฐกิจ”

นอกจากนี้ ยังมีภัยหลอกขายสินค้าราคาถูกตามตลาดนัด ที่ผู้หญิงเห็นแล้วมักอดใจไม่อยู่ แต่หารู้ไม่ว่าบางครั้งสินค้าที่นำมาวางขายอาจจะเป็นสินค้าใกล้หมดอายุหรือคุณภาพไม่ดีแล้ว ส่วนสาวๆ คนไหนที่ชอบช้อปปิ้งสินค้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ตหรือเว็บไซต์ประกาศขายสินค้ามือสอง ชั่วโมงนี้ต้องระวังตัวไว้ให้ดีเพราะตอนนี้มิจฉาชีพแฝงตัวอยู่มากคนเหล่านี้จะใช้วิธีประกาศขายสินค้าและให้เหยื่อโอนเงินค่าสินค้าหรือค่ามัดจำไปก่อน แต่ไม่ยอมส่งสินค้าให้ตามที่ตกลงรวมไปถึงธนบัตรปลอมที่ออกมาระบาดจนมีผู้ตกเป็นเหยื่อมาแล้วนับไปถ้วน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีข่าวเกี่ยวกับสารพัดภัยสังคมออกมาเตือนใจกันบ่อยๆ แต่ข่าวเหล่านั้นย่อมไม่ใช่ข่าวสุดท้ายอย่างแน่นอน ตราบใดที่กลุ่มมิจฉาชีพส่วนใหญ่ยังลอยนวลและสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ตกเป็นเหยื่ออยู่เรื่อยๆ ฉะนั้น ทางออกที่ดีที่สุดของผู้คนในยุคนี้ที่ต้องดูแลตัวเองคืนพึงมีสติอยู่เสมอและอย่าประมาท